ยินดีต้อนรับ


วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การจัดการพื้นที่ปลูกยางพาราหลังน้ำท่วม

างพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารามากเป็นอันดับหนึ่งของโลกและมีการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศประมาณร้อยละ 11 ของปริมาณที่ผลิตได้ทั้งหมด
      สภาพพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกยาง-พารา ควรอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 เมตรเป็นพื้นที่ราบหรือมีความลาดเทไม่เกิน 35 องศาอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 15-28 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนเฉลี่ย 2,000 มิลลิเมตรต่อปี มี จำนวนวันที่ฝนตกไม่น้อยกว่า 120-  150 วันต่อปี
ลักษณะ ดิน ที่เหมาะสมต่อการปลูกยางพารา ควรจะมีหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 1 เมตร ไม่มีชั้นหินแข็งหรือดินดาน ระดับน้ำใต้ดินลึกกว่า 1 เมตรมีอนุภาคดินทรายประมาณร้อยละ 30 มีธาตุอาหารพืชเพียงพอและค่าความเป็นกรดเป็นด่าง 4.5-5.5

ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ปลูกยางพารา
ยางพารา จัดเป็นพืชที่ไม่ทนสภาพน้ำท่วมขังยางพาราที่อายุ 2-8 เดือน ทนน้ำท่วมได้ไม่เกิน 15วัน และถ้าน้ำท่วมยอดจะตายภายใน 7 วัน ยางพาราอายุน้อยที่ถูกน้ำท่วมใบจะร่วงและเริ่มตายจากยอดลงมา ถ้าปริมาณน้ำลดภายใน 15 วัน ให้ตัดส่วนที่ตายออก ยางพาราจะแตกยอดใหม่และเจริญเติบโตได้สำหรับยางพาราที่อายุมากกว่า 8 เดือนขึ้นไปจะมีความสามารถในการทนสภาพน้ำท่วมขังได้บ้างไม่ตายแต่จะล้มง่าย เนื่องจากพื้นดินอ่อนตัวเพราะชุ่มน้ำ ดังนั้นจึงต้องยกและทำการค้ำยันต้นยางพาราไว้ภายใน 7 วัน

การนำกระบวนการวิทยาศาสตร์มาจัดการกับดินหลังน้ำท่วม เบื้องต้นในพื้นที่ปลูกยางพารา
 1. รีบทำการระบายน้ำออกอย่างเร่งด่วน
2. ขณะดินชื้นหรือชุ่มน้ำ ห้ามเดินเหยียบย่ำหรือใช้เครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่เพื่อป้องกันดินแน่น
3. เมื่อดินแห้งให้พรวนดินโคนต้นยางพาราที่อายุน้อย เพื่อปรับสภาพทางกายภาพของดินสำหรับยางพาราที่อายุมาก ไม่ควรพรวนดินใต้โคนต้นเพราะจะทำให้กระทบกระเทือนต่อราก
4. ฟื้นฟูคุณสมบัติของดิน โดยการใส่ปุ๋ยหมักที่ผสมกับสารเร่งซุปเปอร์ พด.3 ในกรณีที่พื้นที่อยู่ในสภาพน้ำแช่ขังเป็นเวลานานและเสี่ยงต่อการเกิดโรค
5. หากพื้นดินภายหลังน้ำท่วมเกิดสภาพความเป็นกรด ให้ใส่อินทรียวัตถุหรือปูน เพื่อปรับ
สภาพความเป็นกรดของดิน โดยปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับสภาพความรุนแรงของกรดในพื้นที่นั้นๆ

การวางแผนเพื่อการจัดการทรัพยากรดินในพื้นที่ปลูก  ยางพาราอย่างยั่งยืน
1. การจัดการพื้นที่ปลูกยางพาราภายหลังน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยการปลูกพืชตระกูลถั่วหรือคลุมดินด้วยเศษพืชและใบยางระหว่างแถวปลูกยางพารา เพื่อยึดหน้าดินรวมถึงเพื่อชะลอการไหลของน้ำซึ่งอาจพัดพาหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไป
2. ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหาร และปรับคุณสมบัติของดินหลังน้ำท่วมให้เหมาะสม
3. ส่งเสริมการปลูกพืชท้องถิ่น โดยเฉพาะไม้ยืนต้นในพื้นที่หรือในชุมขนตามหัวไร่ปลายนาเพื่อลดความรุนแรงจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต สร้างสภาพนิเวศน์และสร้างภูมิอากาศที่สมดุลให้กับพื้นที่ โดยปลูกพืชที่เหมาะสมกับชุมชนและท้องถิ่นนั้นๆ เช่น ลังแข ละไม มะไฟ ทุเรียน ชะมวงหรือพืชผักท้องถิ่น เพื่อเสริมรายได้จากความเสียหายเช่น ผักเหลียง ผักมันปู ผักลิ้นห่าน เป็นต้น
4. พยายามปลูกฝังเยาวชนในท้องถิ่นให้สำนึกรักระบบเกษตรพื้นบ้าน รักษาสิ่งแวดล้อมภายในชุมชน อันเป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่งซึ่งเกี่ยวพันกับสภาวะน้ำท่วม ส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการรับประทานอาหารและพืชผักพื้นเมืองเพื่อความยั่งยืนของทรัพยากรและสังคมที่สงบสุขในอนาคต


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น